วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

มหาวิหารโนเทรอดามแห่งแรงส์


มหาวิหารแรงส์ หรือ มหาวิหารนอเทรอดามแห่งแรงส์ (Cathédrale Notre-Dame de Reims) เป็นมหาวิหารของเมืองแรงส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่เคยใช้ในพิธีสวมมงกุฎกษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศส มหาวิหารที่เห็นในปัจจุบันสร้างบนมหาวิหารเดิมที่ถูกไหม้ไปเมื่อค.ศ. 1211 ที่พระเจ้าโคลวิสที่ 1ผู้ถือกันว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของฝรั่งเศสได้ทำพิธีรับศีลจุ่มจากนักบุญเรมี (St. Remi) บาทหลวงของเมืองแรงส์เมื่อค.ศ. 496

เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ที่มีความสวยงามสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระแม่มารี ลักษณะเด่นของวิหารแห่งนี้คือหอคอยคู่ที่อยู่ด้านหน้า และความงดงามของปลายแหลมยอดโบสถ์ และรูปปั้นด้านหน้าของพระแม่มารี ส่วนภายในมีลักษณะเป็นห้องโถงโล่งมีทางยาวไปยังแท่นพิธี อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ท่านสะดุดตาก็คือ Rose Window กระจกสีทรงกลมที่มีกลีบเหมือนกลีบดอกกุหลาบสวยงามมาก มหาวิหารนอเทรอดามแห่งแรงส์ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1991

การก่อสร้าง
มหาวิหารสร้างเสร็จเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ยกเว้นด้านหน้าซึ่งมาเสร็จเอาอีกศตวรรษหนึ่งต่อมา แต่ยังเป็นสถาปัตยกรรมของ คริสต์ศตวรรษที่ 13 ทางเดินกลางขยายให้ยาวขึ้นเพื่อให้มีเนื้อที่เพียงพอกับผู้ที่เข้าร่วมพิธี สวมมงกุฎ หอสูง 81 เมตรย่อจากแบบเดิมที่ออกแบบให้สูง 120 เมตร หอด้านใต้มีระฆังสองใบ ใบหนึ่งคาร์ดินาลแห่งลอเรนตั้งชื่อให้ว่า “ชาร์ลอต” เมื่อปีค.ศ. 1570 ซึ่งหนักกว่า 10,000 กิโลกรัมหรือ 11 ตัน

เมื่อปี ค.ศ. 1875 รัฐสภาแห่งประเทศฝรั่งเศสอนุมัติเงินจำนวน 80,000 ปอนด์เพื่อปฏิสังขรณ์ด้านหน้ามหาวิหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของมหาวิหาร และนับว่าเป็นงานฝีมือชิ้นเอกจากยุคกลาง เมื่อมหาวิหารโดนระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ ได้ทำลายบริเวณสำคัญๆ ของมหาวิหารไปมาก การบูรณะปฏิสังขรณ์เริ่มอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ. 1919 และมาเสร็จเมื่อในปี ค.ศ. 1938 แต่การซ่อมก็ยังทำต่อเนื่องกันมาโดยมิได้หยุดยั้งจนทุกวันนี้

มหาวิหารอาเมียงส์


มหาวิหารอาเมียงส์ (ภาษาฝรั่งเศส: Cathédrale Notre-Dame d'Amiens; ภาษาอังกฤษ: Amiens Cathedral) มีชื่อเต็มว่า “Cathédrale Notre-Dame d'Amiens” หรือในภาษาอังกฤษว่า “Cathedral of Our Lady of Amiens” เป็นมหาวิหารที่สูงที่สุดในประเทศฝรั่งเศส มีเนื้อที่ภายในกว้างใหญ่ถึง 200,000 ตารางเมตร หลังคาโค้งกอธิคสูง 42.30 เมตรซึ่งเป็นหลังคากอธิคที่สูงที่สุดในฝรั่งเศส ตัวมหาวิหารตั้งอยู่ที่เมืองอาเมียงซึ่งเป็นเมืองสำคัญของพิคาร์ดี (Picardy) ในหุบเขาซอม (Somme) อยู่เหนือจากปารีสประมาณ 100 กิโลเมตร

ประวัติ
ด้านหน้าวัดสร้างรวดเดียวเสร็จ--ระหว่างปี ค. ศ. 1220 ถึงปี ค. ศ. 1236--ลักษณะจึงกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตอนล่างสุดของด้านหน้าวัดเป็นประตูเว้าลึกใหญ่สามประตู เหนือระดับประตูขึ้นไปชั้นหนึ่งเป็นหินสลักขนาดใหญ่กว่าคนจริงของพระเจ้า แผ่นดิน 22 พระองค์เรียงเป็นแนวตลอดด้านหน้ามหาวิหารภายใต้หน้าต่างกุหลาบ สองข้างด้านหน้าประกบด้วยหอใหญ่สองหอ หอด้านใต้สร้างเสร็จเมื่อปี ค. ศ. 1366 หอทางทิศเหนือสร้างเสร็จ 40 ปีต่อมาเมื่อปี ค. ศ. 1406 และเป็นหอที่สูงกว่า

เอกสารที่เกี่ยวกับประวัติการสร้างมหาวิหารนี้ถูกทำลายไปหมดเมื่อสถานที่ เก็บรักษาเอกสารสำคัญของวัดถูกไฟไหม้ไปเมื่อปีค. ศ. 1218 และอีกครั้งเมื่อปีค. ศ. 1258 ครั้งหลังนี้ไฟได้ทำลายตัวมหาวิหารด้วย บาทหลวงเอฟราดเดอฟุยอี (Bishop Evrard de Fouilly) เริ่มสร้างมหาวิหารใหม่แทนมหาวิหารเดิมที่ไหม้ไปเมื่อ ค. ศ. 1220 โดยมีโรแบร์ต เดอ ลูซาส (Robert de Luzarches) เป็นสถาปนิก และลูกชายของโรแบร์ต--เรนอด เดอ คอร์มองท์ (Renaud de Cormont) เป็นสถาปนิกต่อมาจนถึงค. ศ. 1288

จดหมายเหตุคอร์บี (Chronicle of Corbie) บันทึกไว้ว่ามหาวิหารสร้างเสร็จเมื่อ ค. ศ. 1266 แต่ก็ยังมีการปิดงานต่อมา พื้นโถงกลางภายในมหาวิหารตกแต่งเป็นลวดลายต่างๆ หลายชนิดรวมทั้งลายสวัสดิกะ[1] ลายวนเขาวงกต (labyrinth) ซึ่งปูเมื่อปีค. ศ. 1288 นอกจากนั้นก็มีระเบียงรูปปั้นไม่ใหญ่นัก 3 ระเบียง 2 ระเบียงอยู่ด้านเหนือและด้านใต้ของบริเวณร้องเพลงสวด และระเบียงที่ 3 อยู่ทางด้านตะวันเหนือของแขนกางเขน เป็นเรื่องราวของนักบุญต่างๆ รวมทั้งชีวะประวัติของนักบุญจอห์น แบ็พทิสต์ มหาวิหารกล่าวว่าเป็นเจ้าของวัตถุมงคลที่สำคัญคือพระเศียรของนักบุญจอห์น แบ็พทิสต์ ซึ่งวัดได้มาจาก วอลลัน เดอ ซาตอง (Wallon de Sarton) ผู้ไปนำมาจากคอนสแตนติโนเปิล เมื่อกลับมาจากสงครามครูเสด ครั้งที่ 4

รูปปั้นด้านหน้าข้างประตูมหาวิหารที่บอกได้ว่าเป็นนักบุญที่มาจากแถวๆ อาเมียงก็ได้แก่ นักบุญวิคทอเรียส, ฟูเซียน, และเจ็นเตียง (St. Victoricus, St. Fuscian, และ St. Gentian) ผู้พลีชีพเพื่อศาสนาไม่นานจากกันในคริสต์ศควรรษที่ 3 กล่าวกันว่าเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 7 บาทหลวงโฮโนราทุส (Bishop Honoratus) ผู้เป็นบาทหลวงองค์ที่ 7 ของมหาวิหารอาเมียงได้ขุดพบวัตถุมงคลของนักบุญทั้งสาม เมื่อพระเจ้าชิเดอแบรต์ที่ 2แห่งปารีส (Childebert II) พยายามยึดวัตถุมงคลก็ไม่สามารถทำได้ เมื่อไม่สามารถทำได้ก็ทรงอุทิศเงินก้อนใหญ่ให้กลุ่มลัทธิของผู้นิยมนักบุญ ทั้งสามและทรงส่งช่างทองมาทำเครื่องตกแต่งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญ

นักบุญอื่นที่เป็นนักบุญท้องถิ่นที่มีรูปปั้นอยู่หน้าประตูคือนักบุญโดมิ เทียส (St. Domitius) ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ผู้เคยเป็นนักบวชที่มหาวิหาร นักบุญอุลเฟีย (St. Ulphia) ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของนักบุญอุลเฟียและเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มสตรีผู้เคร่ง ศาสนาในบริเวณอาเมียง นักบุญแฟแมง (St Fermin) ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 ผู้ถูกประหารชีวิตที่อาเมียง



มง แซง มีแชล



มงแซง-มีแชล (อังกฤษ: Mont Saint-Michel) คือวิหารที่ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยว กลางทะเลชายฝั่งตะวันตก บริเวณแคว้นนอร์มองดีของประเทศฝรั่งเศส ได้รับประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2522 ภายใต้ชื่อ มงแซง-มีแชลและอ่าว ในปีหนึ่งจะมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนมงแซง-มีแชลกว่า 3 ล้าน 2 แสนคน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยงยอดนิยมอันดับที่ 3 ของประเทศฝรั่งเศสรองลงมาจากหอไอเฟลและพระราชวังแวร์ซาย ตัวเกาะอันเป็นที่ตั้งของวิหารนั้นเป็นหินแกรนิต โดยมีเส้นรอบวงเกาะประมาณ 960 เมตร และสูง 92 เมตร แล้วถ้าบวกกับความสูงของตัววิหารนั้นแล้วก็จะมีความสูงถึง 155 แมตร บนยอดวิหารเป็นรูปปั้นทองของเทวดามิเชล (ไมเคิล) สร้างโดย เอมานูแอล เฟรมีเย (Emmanuel Frémiet)

ประวัติ
มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.708 เมื่อโอแบรต์ (Aubert) เจ้าอาวาสโบสถ์เมืองอาวรองช์ (Avranches) สร้างโบสถ์บนเกาะนี้ตามบัญชาของนักบุญมิเชล (Saint Michel) ซึ่งมาให้นิมิตหลายครั้ง การสร้างโบสถ์นี้ลำบากยากเข็ญเพราะต้องนำหินแกรนิตมาจากเกาะโชเซย์ (iles Chaussey) หรือจากเบรอะตาญ (Bretagne) อันเป็นแคว้นใกล้เคียง ทั้งยังต้องลำเลียงหินสู่ยอดเขา มงต์-แซงต์-มิเชลกลายเป็นที่จาริกแสวงบุญของคริสต์ ศาสนิกชนผู้ที่เคร่งศาสนา จะเดินข้ามจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะยามน้ำทะเลลด หากกระแสน้ำเปลี่ยนเร็วมาก จึงทำให้ผู้จาริกแสวงบุญเสียชีวิตอยู่เนืองๆ ระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึงศตวรรษที่ 16 มีการสร้างเพิ่มเติม ในศตวรรษที่ 10 นักบวชเบเนดิคตีนมาปักหลักที่นี่ ผู้คนค่อยๆ มาอพยพมายังเกาะ ตั้งหมู่บ้านที่เชิงเขา สภาพภูมิประเทศของมงต์-แซงต์-มิเชลทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอังกฤษระหว่าง สงครามร้อยปี อย่างไรก็ตามแบบสถาปัตยกรรมของมงต์-แซงต์-มิเชลเป็นป้อมปราการที่พร้อมรับ มือข้าศึกช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสจนถึง ค.ศ.1863 มงต์-แซงต์-มิเชล กลายเป็นที่คุมขังนักโทษ ต่อมาในค.ศ.1874 รัฐจัดให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นโบราณสถาน และทำการบูรณะครั้งใหญ่ โบสถ์เล็กๆ กลายเป็นวิหารขนาดใหญ่ด้วยการใช้โบสถ์เก่าเป็นฐานใน ค.ศ.1969 นักบวชเริ่มกลับมายัง มงต์-แซงต์-มิเชล ทำให้มีกิจกรรมทาง ศาสนาอย่างต่อเนื่อง ในค.ศ.1979 ยูเนสโกประกาศให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นมรดกโลก วิคตอร์ อูโก (Victor Hugo) นักเขียนเพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่เปรียบมงต์-แซงต์-มิเชลของฝรั่งเศสดุจดั่ง พีระมิดใหญ่ของอียิปต์


สะพานแห่งการ์ด มรดกโลกฝรั่งเศส





สะพานแห่งการ์ด หรือ ปงดูการ์ (ฝรั่งเศส: Pont du Gard) เป็นสะพานส่งน้ำโรมันโบราณสร้างโดยจักรวรรดิโรมัน ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเรอมูแล็งส์ (Remoulins) เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ในจังหวัดการ์ด

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

นโปเลียน





หลุยส์ นโปเลียน หรือ นโปเลียนที่ 4 เป็นผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสพระองค์แรกโดยทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และ จักรพรรดินียูเจนีแห่งมอนติโจ ทรงประสูติเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1856 ต่อมาเมื่อราชวงศ์โบนาปาร์ตสิ้นสุดลง พระนามของพระองค์จึงเหลือแค่ หลุยส์ นโปเลียน แต่พวกโบนาปาร์ตนิยมมักจะเรียกพระองค์ว่า นโปเลียนที่ 4 ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1879 ขณะพระชนม์เพียง 23 พรรษา



















วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

corsica แหล่งท่องเที่ยวที่สวยที่สุดดด















คอร์ซิกา (คอร์ซิกาและอิตาลี: Corsica / ฝรั่งเศส: Corse) เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ตามหลังเกาะซิซิลี ซาร์ดีเนียและไซปรัส) ตั้งอยู่บนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางทิศตะวันตกของประเทศอิตาลี ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสและทิศเหนือของเกาะซาร์ดีเนีย
คอร์ซิกาถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน 26
แคว้นในประเทศฝรั่งเศส แต่ตามจริงแล้วทางกฎหมาย คอร์ซิกาเป็นดินแดนอาณานิคม (Collectivité territoriale) ของประเทศฝรั่งเศส ในฐานะที่เป็นดินแดนอาณานิคม ทำให้คอร์ซิกามีอำนาจมากกว่าแคว้นอื่นๆ ในประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่อยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะมีสถานะเท่าเทียมกันกับแคว้นอื่นๆ ในการปราศรัยทั่วๆ ไป คอร์ซิกาจะถูกเรียกว่าเป็น "แคว้น" และอยู่ในรายนามแคว้นของประเทศฝรั่งเศสตลอดมาทั้งๆ ที่คอร์ซิกาเป็นเกาะแยกออกมาจากแผ่นดินใหญ่โดยมีทะเลลิกูเรียนขวางไว้ ซึ่งสรุปได้ว่า คอร์ซิกาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่


เกาะคอร์ชิกา* (Corsica) เริ่มจากการถูกปกครองจากโรมันสาธารณรัฐปิซ่าเจนัว และได้มาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในปีพ.ศ. 2312 คอร์ชิกายังเป็นเกาะที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและของโลก เป็นเกาะที่ตั้งระหว่างประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส คอร์ชิกานับเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีชายฝั่งยาวถึง 1000 กิโลเมตร และด้วยความงามของทะเลสีฟ้าคราม ไกลสุดลูกหูลูกตา สีเขียวเข้มของต้นสน สีแดงของผาหินแกรนิต อีกทั้งอิฐสีแปลกตาของอาคารโบราณ คอร์ชิกาจึงได้รับสมญานามว่า เกาะแห่งความงามด้วยธรรมชาติหลากสีสัน Hmm…..เกาะคอร์ชิกา สวยก็สวย แพงก็แพง ต้องทำใจหน่อย ค่าครองชีพและค่าบริการต่างๆ สูงมาก ต้องกระเป๋าหนานิดนึง เดี๋ยวจะอยู่ไม่รอด สตังก็เหมือนอยู่ในกระเป๋าแค่ชั่วครู่อ่ะค่ะ การเดินทางไปสู่คอร์ชิกาทำได้ 2 ทางคือ ทางเรือเฟอร์รี ที่ต้องขึ้นเรือที่เมืองนีช (Nice) หรือทางเครื่องบินเป็นทางที่สะดวกที่สุดโดยสายการบินแอร์ ฟรานซ์ (Air France) ใช้เวลาเพียงแค่ชั่งโมงครึ่งจากปารีส ค่ะ เกาะคอร์ชิกาจะมีภาษาของตัวเองเรียกว่า ภาษาคอร์ชิกัน คือภาษาผสมระหว่างอิตาเลียนกับฝรั่งเศส
แต่ที่น่าสนใจคืออาหาร ส่วนใหญ่คนไทยก็จะรู้จักอาหารที่ใกล้เคียงอิตาลีพวกซาลามี ชีส ไส้กรอก แล้วที่นี่ก็นิยมทานหมูป่า สามารถล่าหมูป่าได้ ถูกกฎหมายด้วยรสชาติเหมือนเนื้อ ต้องลองดูถึงจะรู้! อย่างที่ว่ากันว่า คอร์ชิกาเค้าฮิตกับการกินหมู เนื้อหมูแท้ๆ ของที่นี่นำมาทำเป็นไส้กรอกแฮม เรียกว่าแชคคุดเชอรี ทานคู่กับแตงดองหรือแคนตาลูป รับประกันว่าอร่อย!!
เนื้อพวกนี้มันจะมีรสชาติเค็ม แล้วก็เป็นรสชาติของเนื้อธรรมชาติของเค้า เค้าเอาเนื้อพวกนี้ไปตากลมให้แห้งเฉยๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจะมีรสชาติของเนื้อแท้ๆ เนื้อนุ่มมาก และที่มีรสชาติเค็มเพราะเนื้อพวกนี้หมักด้วยเกลือ.. เกาะคอร์ชิกาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่มีฤดูไหนที่ดีที่สุด ช่วงซัมเมอร์อากาศจะร้อนพอสมควร ตามหาดต่างๆ ก็จะแน่นเต็มไปด้วยผู้คน ที่มีหนุ่มสาวนอนอาบแดดกันเพียบ แต่เรื่องนี้อาจจะทำให้หนุ่มๆ ตื่นตาตื่นใจมากกว่า เพราะสาวๆ ที่อาบแดดนั้น ไม่ใส่อะไรข้างบนเลย ภาษาชาวบ้านเรียกว่า topless ล่ะค่ะ ? ส่วนในทะเลก็จะเต็มไปด้วย การเล่นเรือแข่ง แล่นเรือยอชต์ ในฤดูหนาวภูเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ กิจกรรมในช่วงนั้นจะเป็นการเดินเขา ลุยหิมะไปดูน้ำตก ทุกฤดูมีความพิเศษของมัน อาหารก็จะเปลี่ยนตามฤดู เที่ยวได้ตลอด แล้วแต่จะชอบหนาวๆ หรือร้อนๆ ค่ะ
เมืองที่เขมไปนั้นชื่อเมืองอาแจ็คสิโอ (Ajaccio) ที่มีสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก นั่นคือบ้านเกิดของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เกิดวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2312 ด้วยความสนใจทางการทหาร นโปเลียนจึงจากบ้านเกิดไปแผ่นดินใหญ่เพื่อไปเรียนวิชาทางทหาร ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมีการปฏิวัตินโปเลียนซึ่งเป็นนายทหารปืนใหญ่ในขณะนั้น จึงได้ร่วมรบ และกลายเป็นผู้นำการรบครั้งสำคัญในหลายๆครั้ง นโปเลียนเป็นทหารอยู่จนกระทั่งปลายปีพ.ศ.2342 จึงสถาปนาตนเป็นกงสุลคนแรกของฝรั่งเศสและ 5 ปี ต่อมานโปเลียนจึงสถาปนาตนเองอีกครั้งเพื่อขึ้นเป็นจักรพรรดิของฝรั่งเศส
เมือง อาแจ็คสิโอ เป็นเมืองเล็กที่สวยและน่ารักมาก ตึกรามบ้านช่องได้รับอิทธิพลจากโรมันและอิตาลีโดยตรง มีบรรยากาศของเมืองแบบสบายๆ เรียบง่าย ไม่เร่งรีบ มีบริการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ La Table du Pcheur 12, Rue Forcioli Conti 20000 Ajaccio บาร์ L’Alambic Pub 19, Rue Conventionnel Chiappe 20000 Ajaccio มีมุมนั่งพักผ่อน ชมวิวทิวทัศน์ของเมือง
โรงแรม มีทั้งในเมืองและริมหาด ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมเล็กๆ ถ้าในเมืองก็สามารถเดินได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้รถยนต์ มีโรงแรมเพิ่งเปิดใหม่ กิ๊ปเก๋ใช่ย่อย บังเอิญเจ้าสาว (เพื่อนของเขม) ต้องไปแต่งตัวเตรียมตัวเข้าโบสถ์ที่นั่น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสและเวลา เขมเลยได้ไปเซอร์เวมาเรียบร้อยแล้วค่ะ โรงแรมชื่อ Palazzu U Domu มีห้องพักแค่ 45 ห้อง อยู่ที่ 17 Rue Bonaparte, 20000 Ajaccio www.palazzu-domu.com
เกาะคอร์ชิกาเป็นสถานที่ที่เหมาะกับคู่รักมากกว่าที่จะไปกับเพื่อนๆ ถ้าหาที่ honeymoon ใหม่ๆ ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนล่ะก้อ ลองมาที่นี่ซิค่ะ แล้วคุณจะรู้….
* มาเกาะคอร์ชิกาต้องขอวีซ่าจากประเทศฝรั่งเศสนะค่ะ

anna sui 2













cosmetic

















แอนนา ซุย
Eyebrow Mascara - # 500 5.7ml/0.21oz
Eyebrow Mascara - # 500














Lip Color Collection XA ( ลิปกลอส 5 สีพร้อมกระเป๋าเครื่องสำอางค์ของแอนนา ซุย ) 7.5g
Lip Color Collection XA


ประกอบด้วย 5 สีสรรดังต่อไปนี้:
Clear White Shimmer, Coral Pink, Rich Berry Shimmer, Sheer Bright Pink, Shimmering Pinky-Nude












Stick Concealer - # 00 3g/0.1oz


























วอลุ่ม อัพ มาสคาร่า - No.100 5g/0.17oz
























































































































































































































































































































































































































chanel












anna sui





























คอลเลคชั่นสุดฮิต


























Anna Sui เป็น fashion designer ที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัย '80 ส่วน skincare และ makeup ได้เริ่มผลิตและวางจำหน่ายตอนปี 1999-2000 ไม่น่านมานี้เอง ลักษณะเด่นของ Anna Sui products คงจะหนีไม่พ้น packaging ที่ดูแปลกตา ไม่เหมือนใคร จุดเด่นของ Anna's products ก็คงจะหนีไม่พ้นพวก powders และ foundations




Fluid Foundationปกปิด: น้อยถึงปานกลางเหมาะกับผิว: ผิวธรรมดา, ผิวมันเป็น foundation ที่ราคาสูงทีเดยว ทาแล้วจะออกแนว sheer มี texture ที่ออกแนวๆ silky และ เนียน บางเบาใช้ได้ทีเดียว แล้วก็ค่อนข้างจะ matte เหมาะกับผิวมันและผิวธรรมดา สามารถ blend ได้ไม่ยาก มี 7 เฉดสีให้เลือก




Compact Powdery Foundationปกปิด: ค่อนข้างมากเหมาะกับผิว: ผิวธรรมดา, ผิวแห้งเป็น foundation ที่มีส่วนผสมพื้นๆ คือ มี talc เป็นหลัก เหมาะกับคนที่ต้องการปกปิดสูงพอสมควร มี 6 เฉดสีให้เลือก เหมาะกับคนผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง คนผิวมันควรหลีกเลี่ยง เพราะมีส่วนผสมของ wax สังเคราะห์ ซึ่งจะก่อปัญหากับคนผิวมันได้




Face Powderปกปิด: ค่อนข้างมากเหมาะกับผิว: ผิวแห้งเป็นแป้งที่เหมาะกับผิวแห้ง ถึงแห้งมากๆ เป็นแป้งที่ธรรมดา พื้นๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ราคาสูงแบบเว่อร์ๆ เนื้อแป้งไม่ละเอียดมากมายอะไร มีข้อเสียคือเรื่องความมัน สำหรับสาวผิวมมันอาจจะไม่ happy ซักเท่าไหร่ ส่วนผสมของแป้งนี้ก็แค่ talc แล้วก็พวก thickener มีแป้งก็ดุไม่ค่อยจะธรรมชาติเท่าไหร่นัก ข้อเสียคือ มีแค่ 3 สีให้เลือก




Anna Sui Face Powder เบอร์ 002 เป็นแป้งฝุ่นที่มีชิมเมอร์ ใช้ได้กับทุกสีผิว แต่ใช้เดี่ยวๆ จะไม่สวย ควรเอาไว้ปัดทับกับแป้งตัวอื่นที่ไม่มีชิมเมอร์จะให้ลุคสาวเกาหลี หน้าใสกิ๊ง ไม่ได้ช่วยเรื่องปกปิด เน้นหน้าเป็นประกาย ตัวชิมเมอร์ละเอียดมากๆๆ เราใช้แป้ง Anna Sui 700 แล้วปัดทับด้วยแป้งเบอร์ 002 หรือ ใช้แป้งผสมรองพื้น แล้วก็ปัดทับด้วยแป้ง 002 น่าใสดี ใช้แล้วประทับใจมาก แต่ตัวเราเองจริงๆ ชอบลุคหน้าเนียนๆ แมทๆ มากกว่าราคา : ในเคาน์เตอร์เมืองไทย 2400 บาท ที่ดิวตี้ฟรี 1550 บาท (บางทีได้ลดอีก 20% เหลือ แค่ 1240 บาทเอง)ข้อเสีย : ฝากระปุกปิดล็อกไม่ได้ ข้างในก็ไม่มีฝาปิด จะเคลื่อนย้ายไปที่อื่นๆ ระวังหกกระจาย เราเลยเอามาที่นี่ด้วยไม่ได้เลย แพคเกจสวย แต่ไม่โลจิกเลย / น้ำหอมกลิ่นกุหลาบแรงมากๆๆคะแนน : 7/10 ใช้ต่อหรือไม่ ไม่ใช้ต่อ เพราะชอบหน้าแมทๆ มากกว่าลุคดิวอี้ แบบสาวเกาหลี
















Anna Sui Face Powder เบอร์ 701 ขนาด 25 g. ในตลับสีแป้งจะออกเข้มหน่อยนึง แตทาแล้วสีไม่เข้มเลย สำหรับสาว NC 30 ที่ชอบแป้งพอดีกับสีผิว ทาให้แล้วเป็นธรรมชาติดี แต่ก็ไม่ทำให้หน้าคล้ำแต่อย่างใด เราใช้แล้วชอบมากๆๆ หน้าเนียนเหมือนทาแป้งผสมรองพื้นเลย แต่ไม่ได้ติดทนทั้งวัน เพราะฉนั้นถ้าใช้กับเบส หรือรองพื้นจะแจ่มมากๆๆ ไม่ได้ช่วยเรื่องควบคุมความมันเท่าไรสาวๆ NC 30 ที่อยากให้หน้าผ่องเป็นยองใย ใช้แป้งเบอร์ 700 ก็ได้ หน้าจะดูเด้งระยะไกลเลย แต่เราชอบความเป็นธรรมซาติ เลยชอบ 701 มากที่สุด แพจเกจจิ้งก็เริ่ดเหลือคณา ยังแถมพัฟนุ่มๆ สีม่วงมาให้อีก รักหมดใจเลยราคา : ในเคาน์เตอร์เมืองไทย 2400 บาท ที่ดิวตี้ฟรี 1550 บาท (บางทีได้ลดอีก 20% เหลือ แค่ 1240 บาทเอง)ข้อเสีย : ฝากระปุกปิดล็อกไม่ได้ ข้างในก็ไม่มีฝาปิด จะเคลื่อนย้ายไปที่อื่นๆ ระวังหกกระจาย เราเลยเอามาที่นี่ด้วยไม่ได้เลย แพคเกจสวย แต่ไม่โลจิกเลย / น้ำหอมกลิ่นกุหลาบแรงมากๆๆคะแนน : 7/10 ใช้ต่อหรือไม่ อาจจะใช้ต่อ ชอบที่ความเนียนมากๆ แต่ไม่ชอบที่เจ๊ซุย ใส่น้ำหอมกลิ่นแรงๆลงในแป้ง

เครื่องสำอาง



เครืืองสำอาง เครื่องสำอางนานาชนิด นับตั้งแต่ครีมบำรุงผิว แป้งฝุ่น ลิปสติก อายแชโดว์ มาสคาร่า อายไลเนอร์ ฯลฯ ที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย ล้วนผลิตในฝรั่งเศสกันทั้งน้น เช่น Lancome, Orlane, Yves Saint Laurent ฯลฯ






และอีกอื่นๆๆอีกมากมาย เครื่องสำอางแบรนที่อยู่ที่ฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงมากมายก้เช่น anna suis chanel louis vuitton CD และอื่นๆๆอีกมากมาย

ประตูชัย














ประตูชัยนี้ ตั้งอยู่บนถนนช็อง-เอลิเซ่ส์ ที่ตำบลเอตัวล์ บริเวณจตุรัส แห่งดวงดาว (Place de l'Etoile) เป็นประตูชัยที่สร้างโดยสถาปนิก ชื่อ ช็อง ชาลแกร็ง (Jean Chalgrin) ในสมัย พระเจ้านโปเลียนที่1 และเสร็จในสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลลิปส์ (ค.ศ 1810-1836) สูง 50 เมตร หนา 50 เมตร และกว้าง 45 เมตร
ที่ผนังด้านในใต้ส่วนโค้งมีการตกแต่งด้วยรูปสลักอันสวยงามต่างๆ เช่น ผลงานชื่อ เดอปาร์ต เดส์ โวล็องติเอส (Depart des Volontiers) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ลา มาร์แซย์แยส (La Marseillaise) และผลงาน เกี่ยวกับชัยชนะทางทิศตะวันตก ของ พระเจ้านโปเลียน
ที่ตอนบนของส่วนโค้ง เป็นภาพนูนต่ำ แสดงถึงพิธีศพของ มาร์โซ (Marceau) สงคราม อาเล็กซานเดรีย (Alexandrie) ออสเตร์ลิทซ์ (Austerlitz)











บริเวณภายใต้โค้งแห่งนี้ ใช้เป็นที่ฝังศพของทหารนิรนามในสมัย สงครามโลกครั้งที่ 1 (Le tombeau du Soldat Inconnu) ระหว่าง ค.ศ 1914-1918 ซึ่งยอมสละชีวิตเพื่อประเทศฝรั่งเศส









แต่เดิมเป็นพระราชวังที่ใหญ่โตมากที่สุดของโลก สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าฟิลิปป์ ออกุสต์ ในปี ค.ศ 1204 แต่มาเสร็จในสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ปี ค.ศ 1856 รวมใช้เวลาก่อสร้างถึง 7 รัชกาล เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่ ค.ศ 1791 ปัจจุบันพระราชวังเก่าแก่แห่งนี้ มีสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญและใหญ่โตที่สุดในปารีส ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรักษาวัตถุโบราณต่างๆที่มีค่าและมีชื่อเสียงของโลก เช่น ภาพเขียน La Jaconde หรือภาพโมนาลิซ่า อันเป็นภาพวาดของ Léonard de Vinci จิตกรและสถาปนิกชาวอิตาเลียน
พิพิธภัณฑ์นี้เป็นตึก 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องถึง 225 ห้อง มีลวดลายสวยงาม
เป็นอย่างยิ่ง ทางตะวันตกของพิพิธภัณฑ์ติดกับแม่น้ำแซน ภายในมีวัตถุโบราณซึ่งเป็นศิลปะอันล้ำค่าจากชาติต่างๆที่ฝรั่งเศสเคยมีอิทธิพลปกครองมาในอดีต ส่วนใหญ่ได้มาจากตะวันออกกลางและอาณานิคมจากประเทศในเอเซีย เช่น รูป La Victoire de Samothrace, Vénus de Milo
พิพิธภัณฑ์นี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันอังคารและวันหยุดของทางราชการ วันพุธและวันอาทิตย์เปิดให้เข้าชมฟรี
ในปี 1981 Monsieur Ioeh Ming Pei สถาปนิกชาวอเมริกัน ได้เริ่มโครงการสร้างทางเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นรูปปิรามิดแผ่นแก้ว ครอบคลุมเนื้อที่บนลาน Napoléon
เพื่อเป็นจุดรวมของทางเข้าพิพิธภัณฑ์อันเป็นศูนย์กลางที่ให้ข้อมูลในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ใช้เป็นสถานที่นัดพบ ประชาสัมพันธ์ จุดเริ่มต้นของการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ โดยมีที่สำหรับนั่งพักผ่อน แผนกรับฝากของ ที่ทำการไปรษณีย์ ที่รับแลกเปลี่ยนเงิน สำนักงานท่องเที่ยว แผนกต้อนรับ ห้องประชุม เอนกประสงค์ขนาด 430 ที่นั่ง ห้องสมุด ร้านค้า ภัตตาคาร รวมถึงแผนกบริหารงานบุคคล ห้องเก็บของ ห้องสำหรับงานบูรณะปฏิสังขรณ์ ห้องปฎิบัติการทดลองด้วย การก่อสร้างทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี 1995 รวมเวลา 14 ปี







ในปี 1981 Monsieur Ioeh Ming Pei สถาปนิกชาวอเมริกัน ได้เริ่มโครงการสร้างทางเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นรูปปิรามิดแผ่นแก้ว ครอบคลุมเนื้อที่บนลาน Napoléon
เพื่อเป็นจุดรวมของทางเข้าพิพิธภัณฑ์อันเป็นศูนย์กลางที่ให้ข้อมูลในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ใช้เป็นสถานที่นัดพบ ประชาสัมพันธ์ จุดเริ่มต้นของการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ โดยมีที่สำหรับนั่งพักผ่อน แผนกรับฝากของ ที่ทำการไปรษณีย์ ที่รับแลกเปลี่ยนเงิน สำนักงานท่องเที่ยว แผนกต้อนรับ ห้องประชุม เอนกประสงค์ขนาด 430 ที่นั่ง ห้องสมุด ร้านค้า ภัตตาคาร รวมถึงแผนกบริหารงานบุคคล ห้องเก็บของ ห้องสำหรับงานบูรณะปฏิสังขรณ์ ห้องปฎิบัติการทดลองด้วย การก่อสร้างทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี 1995 รวมเวลา 14 ปี

พระราชวังแวร์ซายน์













พระราชวังแวร์ซายส์ (ภาษาฝรั่งเศส: Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่เมืองแวร์ซายส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหานครปารีส พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย












ประวัติ เดิมนั้น เมืองแวร์ซายส์เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายส์น่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎรชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วย "กิโยติน" ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ยังอยู่ในสภาพดีและเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้












สถานที่ต่างๆ



















สวนในพระราชวังแวร์ซายน์


ห้องกระจก ห้องกระจก(Galerie des Glaces หรือ The Hall of Mirrors) เป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดซึ่งเคยใช้เป็น ห้องลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตรกับเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และใช้เป็นที่ลงนาม ในเมื่อเยอรมันบุกตีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ห้องนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำการก่อสร้างเอง ภายในห้องประกอบด้วยกระจกยักษ์ 17 บาน เปิดออกแล้วจะเห็นสวนแวร์ซายส์อันสวยงาม เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลก พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้










(i) - เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด




(ii) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม (vi) - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์








เหตุการณ์สำคัญ








พ.ศ. 2167 (ค.ศ. 1624) - พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทรงมีรับสั่งให้สร้างพระตำหนักที่แวร์ซายส์ขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับในขณะล่าสัตว์




พ.ศ. 2204-2208 (ค.ศ. 1661-1665) - พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงจ้างสถาปนิก หลุยส์ เลอ โว (Louis Le Vau) ให้มาสร้างพระราชวัง




พ.ศ. 2210-2213 (ค.ศ. 1667-1670) - การก่อสร้างสวนโดย อองเดร เลอ โนเทรอ(André Le Nôtre)




พ.ศ. 2211 (ค.ศ. 1668) - เลอ โว เริ่มสร้างพระราชวังต่อ




พ.ศ. 2218-2225 (ค.ศ. 1675-1682) - สร้างเขื่อนที่แม่น้ำเซน เพื่อผันน้ำเข้าสู่พระราชวัง




พ.ศ. 2221-2230 (ค.ศ. 1678-1688) - สร้างห้องกระจกโดย Monsieur




พ.ศ. 2242-2253 (ค.ศ. 1699-1710) - สร้างโบสถ์




พ.ศ. 2296-2313 (ค.ศ. 1753-1770) - สร้างโรงละครโอเปรา













เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในผู้นำด้านเศรษฐกิจของโลก
« ฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ส่งออกมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ประกอบธุรกิจภาคบริการมากเป็นอันดับ 3 นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำด้านการลงทุนอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา »
ศักยภาพในการซื้อสูง
ชาวฝรั่งเศสมีศักยภาพทางด้านการซื้อเหนือกว่าชาวอังกฤษถึง 30% และเหนือกว่าชาวสเปนถึง 50 %
จำนวนเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว


ประเทศฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในสี่ผู้นำด้านการลงทุนของโลก
« ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากเป็นอันดับสองของโลก และเป็นประเทศที่ลงทุนด้านการสร้างงานเป็นอันดับสองของยุโรป »
จำนวนการลงทุนโดยตรง หน่วยเป็นหนึ่งพันยูโร


ฝรั่งเศส ประเทศแห่งบริษัทและผู้ประกอบการ
« ด้วยนโยบายอันแรงกล้า ประเทศฝรั่งเศสมีบริษัทจำนวนทั้งสิ้น 2.5 ล้านแห่งซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำระดับโลก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก »
10 ใน 100 บริษัทซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกเป็นบริษัทฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส ประเทศแห่งการวิจัยและการพัฒนาและประเทศแห่งนวัตกรรม
« จำนวนเงินที่ใช้ในการวิจัยและการพัฒนาทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงคุณภาพของนักวิจัย เป็นข้อดีของประเทศฝรั่งเศส »
จำนวนเงินที่ภาครัฐและเอกชนใช้ จำนวนคิดเป็น % ของ จีดีพี


ฝรั่งเศส ประเทศแห่งแรงงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
« ชาวฝรั่งเศสซึ่งได้รับการอบรมอย่างดีเป็นคนสร้างสรรค์และผูกพันกับบริษัท ประเทศฝรั่งเศสอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีผลผลิตต่อชั่วโมงสูง »
ผลผลิตของงานต่อชั่วโมง
ประเทศฝรั่งเศสอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีผลผลิตต่อชั่วโมงสูง นำหน้าประเทศสหรัฐอเมริกา
ดรรชนีค่าจีดีพี / ผู้รับจ้าง 1 คน อียู 15 = 100




ฝรั่งเศส ประเทศซึ่งอำนวยต่อการทำธุรกิจ
ประเทศยุโรปด้านการเงิน
« นอกจากเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจการเงินแล้ว ปารีสเป็นศูนย์กลางการเงินอันดับที่ 2 ของยุโรป »
ปารีสเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้ก้าวสู่ตลาดยุโรปได้อย่างมีอภิสิทธิ์
ปารีสเป็นที่ตั้งของบริษัทสำคัญระดับนานาชาติมากมายหลายแห่ง

สวนสัตว์



สวนสัตว์ Lille ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง Lille . เป็นสวนสัตว์เปิดใน 1950. Occupies พื้นที่ประมาณ 3.5 ฮ้า. ตลอดสวนสัตว์คุณสามารถดูทั้งหมด sorts สัตว์ถึง 300. ใน สวนสัตว์ Lille, สัตว์ย้ายอิสระและผู้เข้าชมมีความเป็นไปได้เพื่อชมนก, สัตว์จำพวกลิงโดยตรงจากอเมริกาใต้, reptiles, zebras, leopards และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ. สวนสัตว์ Lille เปิดทุกวันและรายการฟรี. ในพื้นที่โปรดไปที่สวนสัตว์เด็กเล่นบาร์และอาหารจานด่วน. ในทัวร์ยังเกิดขึ้นที่มีอาชีพตีความ.

นี่










แหล่งช็อปปิ้ง





























ฝรั่งเศส ได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศผู้นำแฟชั่นของโลกเลยทีเดียวค่ะ ถ้าอยาก ช็อปสินค้าแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำหอม อยากได้ยี่ห้อวิลิศมาหราขนาดไหนต้องมาที่นี่ แหล่งช็อปปิ้งที่นักช็อปทั่วโลกต่างรู้จักเป็นอย่างดี ก็เช่น Gallery Lafayette หรือ Benelux Duty Free ที่จะมีพนักงานของประเทศต่างๆ ประจำอยู่ตามเคาน์เตอร์เพื่อคอยบริการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาตินั้นๆ อีกทั้งยังมีถนนสายช็อปปิ้งดังๆ เช่น ชองเอลิเซ่ , แซงออร์นอร์เร่ และบูลเรอวาร์ดฮัสมัน เรียกว่าเดินกันทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ








pommeraye





ผ่าน Pommeraye เป็นแหล่งช้อปปิ้งในแกลอรี่ศูนย์ Nantes ในประเทศฝรั่งเศส. ผ่าน Pommeraye การก่อสร้างเริ่มปลายปี 1840. คือเสร็จใน 4 กรกฎาคม 1843. ผ่าน Pommeraye ชื่อหลังจากความเป็นเจ้าของที่ถูกหลุยส์ Pommeraye. ชุดค่าผสมสองถนน - เวทนา Santeuil และเวทนาเดลา Fosse. เป็นที่น่าสนใจที่จะต้องทราบว่าความสูงแตกต่างระหว่างสองถนนเป็น 9.40 เมตร. ผ่าน Pommeraye สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และจู้จี้มาก. Dominated โดยประติมากรรม, คอลัมน์, arches และบันไดในสมัยฟื้นฟูวิทยาการใหม่สไตล์. ส่วนหนึ่งของการเป็นหลังคากระจก. ผ่าน Pommeraye การออกแบบสถาปนิก Jean-Baptiste BURON และ Hippolyte Durand Gasselin. ตั้งแต่ปี 1976 ที่ ผ่าน Pommeraye ฝรั่งเศสอนุสาวรีย์แห่งชาติวัฒนธรรม. ผ่าน Pommeraye อาจเห็นในหลายภาพยนตร์. นี่คือจำนวนสูงสุดที่ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงจาก Lola Jacques Demy.







Euralille







เซ็นเตอร์ พาณิชย์ Euralille ศูนย์ธุรกิจอยู่ใน Lille. ซึ่งอยู่ระหว่างที่มีอยู่สถานีรถไฟและ TGV มินั. เซ็นเตอร์ พาณิชย์ Euralille ผู้เขียนคือ Jean Nouvel. มีพื้นที่มากกว่า 50 พัน hectares เป็นหนึ่งในศูนย์ช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป. ศูนย์การค้าใหญ่นี้มีประมาณ 140 ร้านค้า. คุณสามารถซื้อในใหญ่ซูเปอร์มาร์เก็ตและตราเป็น krámcích. นอกจากนี้ยังมีโรงแรมกับอพาร์ทเมนต์, ร้านอาหาร, ร้านกาแฟและไนท์คลับ. เซ็นเตอร์ พาณิชย์ Euralille เป็นทันสมัยศูนย์ช้อปปิ้งและพักผ่อน.



Gaulle



สถานที่ เจนเนอรัล ยกเลิก Gaulle เป็นตารางตลาดใน Lille . อยู่ใจกลางเมือง. มันเต็มประวัติศาสตร์. คุณจะพบว่าที่นี่เก่าตลาดหลักทรัพย์ facades ฟลามส์สวยงามคาเฟ่และร้านอาหาร. ในวันพุธที่ สถานที่ เจนเนอรัล ยกเลิก Gaulle เป็นน้ำพุที่มีคอลัมน์ La Colonne de la Deesse ซึ่งเป็นเจ้าแม่เมือง. น้ำพุนี้ร่วมกับคอลัมน์ recalls ความกล้าหาญของคนท้องถิ่นในระหว่างการล้อม Lille ใน 1,792. หมู่อาคารที่น่าสนใจอื่นๆในตาราง สถานที่ เจนเนอรัล ยกเลิก Gaulle อาจรวมถึง La Vieille Bourse ซึ่งสร้างขึ้นระหว่าง 1652-1653. หุ้นอาคารเก่าแลกเปลี่ยนเป็น. นอกจากคุณจะพบกับโรงละครอาคาร du Nord, ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุด Furet du Nord และหนังสือพิมพ์อาคาร La Voix du Nord.






ข้อมูลหอไอเฟล







หอไอเฟล


(อังกฤษ: Eiffel Tower, ฝรั่งเศส: Tour Eiffel) หอคอยโครงสร้างเหล็ก ที่Champ de Mars บริเวณแม่น้ำแซน ในเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส สถานที่และสัญลักษณ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) โดย กุสตาฟ ไอเฟล ผู้ออกแบบคนเดียวกับเทพีเสรีภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์การจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี 1889 (พ.ศ. 2413) ฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม หอไอเฟลทำขึ้นจากโลหะ 15,000 ชิ้น หนักถึง 7,000 ตัน ยึดต่อด้วยน๊อต 2,500,000 ตัว สีทาทั้งหมด 35 ตัน สูง 1,050 ฟุต สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 7,799,401 ฟรังก์ แรกๆที่หอไอฟสร้างเสร็จ หอไอเฟลได้รับการประณามโดยทั่วไปว่าเป็นไอเดียที่ประหลาดและไม่เข้าท่า หอคอยไอเฟลได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในช่วงเวลา พ.ศ. 2432 - 2473 ในปัจจุบัน หอคอยไอเฟลมีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมประมาณ 5.5 ล้านคนต่อปี นับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่




การอ่านออกเสียงในภาษาฝรั่งเศสคือ /ɛ'fɛl/ อ่านเหมือนคำว่า "a-fell" และสำหรับคำในภาษาอังกฤษคือ /'aɪfəl/ อ่านเหมือนคำว่า "eye-full"

โครงสร้าง

ภาพเมื่อแรกสร้าง

















หอไอเฟลมีความสูง 300 เมตร (986 ฟุต) ซึ่งไม่รวม เสาอากาศ 24 เมตร (72 ฟุต) ด้านบนนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับตึกแล้วจะมีประมาณ 75 ชั้น ในขณะที่ก่อสร้างปี พ.ศ. 2432(ค.ศ. 1889) หอไอเฟลนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดบนโลก โดยถูกล้มตำแหน่งเมื่อเมืองนิวยอร์กได้สร้าง ตึกไครสเลอร์ สูง 319 เมตร(1046 พุต)
น้ำหนักเหล็กที่ใช้ก่อสร้างนั้นทั้งหมด 7,300 ตัน และถ้ารวมทั้งหมดก็เป็น 10,000 ตัน ส่วนจำนวนบันไดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อแรกเริ่มนั้นมี 1710 ขั้น ในทศวรรษที่ 1980 มี 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ขั้น

หอไอเฟล












พ.ศ. 2432(ค.ศ. 1889) หอคอยได้สร้างเสร็จ และเป็น 1 ในสิ่งก่อสร้างในงาน EXPO
พ.ศ. 2473(ค.ศ. 1930) หอเสียตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ให้แก่ตึกไครสเลอร์
ตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2468-พ.ศ. 2477(ค.ศ. 1925-1934) ประดับไฟ 3 ด้านใน 4 ด้านของหอ
พ.ศ. 2483(ค.ศ. 1940) เมื่อนาซีเยอรมันสามารถยึดปารีสได้แล้ว ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟท์ออก ทำให้ฮิตเลอร์ต้องปีนบันได 1,665 ขั้น แต่เขาไม่ปีน เขาให้เอาธงเยอรมันไปปักไว้บนหอแทน
พ.ศ. 2487(ค.ศ. 1944) เดือนสิงหาคม ฮิตเลอร์สั่ง Dietrich von Choltitz ให้เผาเมืองปารีส และหอทิ้ง แต่เขากลับฝืนคำสั่งไม่เผา เพราะว่าเขาเสียดายเมือง
พ.ศ. 2499(ค.ศ. 1956) วันที่3 มกราคม ไฟไหม้ยอดของหอ และในปีเดียวกันนั้นก็ได้นำเสาอากาศวิทยุไปติ้งตั้งบนยอดด้วย
ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการเคลื่อนย้ายรื้อร้านอาหารที่เก่าแก่ในหอออก ไปสร้างใหม่ในเมือง
นิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาแทน
พ.ศ. 2543(ค.ศ. 2000) ได้มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอ
พ.ศ. 2545(ค.ศ. 2002) วันที่28 พฤศจิกายน หอไอเฟลต้อนรับแขกคนที่ 200 ล้าน
พ.ศ. 2546(ค.ศ. 2003) วันที่22 กรกฎาคม ไฟไหม้ยอดของหอ ในห้องเก็บของอีกครั้ง ใช้เวลาดับไฟประมาณ 40 นาที

ภูมิศาสตร์

ภูมิศาสตร์
ปารีสตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน ซึ่งรวมถึงเกาะอีกสองเกาะคือ อีล แซงต์-หลุยส์ (Île Saint-Louis) และ อีล เดอ ลา ซิเต้ (Île de la Cité) ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ภูมิประเทศของปารีสโดยรวมคือ เป็นที่ราบลุ่ม โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 35 เมตร (114 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งยังมีเนินเขาอีกหลายแห่ง เนินเขาที่สูงที่สุดคือ มงต์มาร์ตร์ (Montmartre) (130 เมตร (426 ฟุต))
พื้นที่ของปารีส ซึ่งไม่รวมสวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญ (Bois de Boulogne) และบัวส์ เดอ แวงแซนน์ (Bois de Vincennes) คือประมาณ 86.928 ตารางกิโลเมตร (33.56 ตารางไมล์) การแบ่งและรวมเขตครั้งสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดคือในปี พ.ศ. 2403 ซึ่งทำให้มีขนาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งยังทำให้เกิดเขต (Arrondissement) ที่หมุนรอบๆ ตามเข็มนาฬิกาอีกด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 เป็นต้นมา เมืองปารีสมีขนาด 78 กม.² (30.1 ม.²) และได้ขยายออกไปเป็น 86.9 กม.² (34 ม.²) ในปี พ.ศ. 2463 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา สวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญและบัวส์ เดอ แวงแซนน์ ได้ผนึกกับตัวเมืองปารีสอย่างเป็นทางการ ทำให้กรุงปารีสมีขนาด 105.397 กม.² (40.69 ม.²) จนถึงปัจจุบัน
ขนาดของกรุงปารีสหรือเขตเมืองปารีสนั้นมีการขยายตัวออกไปเกินเขตเมือง ทำให้เกิดรูปร่างเป็นวงรี ขยายตัวไปตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำมาร์น ทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง และตามแม่น้ำแซนและแม่น้ำอวส ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ และถ้าเลยไปยังชนบท ความหนาแน่นของประชากรจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมีป่าและที่ดินไว้สำหรับการเพาะปลูก อย่างไรก็ตามเขตมหานครปารีส (Agglomération parisienne) มีเนื้อที่ถึง 14,518 กม² (5,605.5 ไมล์²) ซึ่งใหญ่กว่าเนื้อที่กรุงปารีสถึง 138 เท่า
ภูมิอากาศ ปารีสมีภูมิอากาศแบบมหาสมุทร ซึ่งมีผลมาจากกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ เพราะฉะนั้นอุณหภูมิในเมืองไม่ค่อยมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงปารีสคือ 15 °C (59 °F) และจะอยู่ราว 7 °C (45 °F) สถิติอุณหภูมิสูงที่สุดที่วัดได้คือ 40.4 °C (104.7 °F) ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 และต่ำที่สุดที่เคยวัดได้คือ −23.9 °C (−11.0 °F) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2422 เมืองปารีสได้ประสบกับอุณหภูมิร้อนจัดในปี พ.ศ. 2547 และหนาวจัดในปี พ.ศ. 2549 ฝนสามารถตกทุกเมื่อ และปารีสก็เป็นที่รู้จักดีกับฝนตกฉับพลัน ปารีสมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 641.6 มม. (25.2 นิ้ว) ต่อปี ส่วนหิมะมักจะเกิดขึ้นน้อยครั้ง ส่วนมากมักจะตกในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ (แต่เคยตกถึงเดือนเมษายนมาแล้ว) และไม่ค่อยพบว่าหิมะตกติดต่อกันเกินวัน

แพรีสส





ปารีสเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลกสำหรับอีกหลายๆ คน มงต์มาร์ตร (Montmartre), แซ็งต์-แฌร์แม็ง-เดส์-เปรส์ (Saint-Germain-des-Prés) แหล่งรวมร้านกาแฟหรู โรงหนังและแหล่งซื้อของ, เลอ มาเรส์ (Le Marais) ถิ่นแฟชั่นทันสมัย, แบลวิล (Belleville) ย่านไชน่าทาวน์, โอแบร์กองฟ์ (Oberkampf) สถานที่ย่ำนราตรีย่านต่างๆ ของปารีส มีกิจกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และทำให้เมืองหลวงแห่งนี้มีเสน่ห์อย่างที่เป็นอยู่ การที่แต่ละมุมของปารีสน่าเที่ยวน่าชมเป็นเพราะมีบรรยากาศที่ไม่จำเจ มีการผสมผสานอย่างลงตัว ภาพปารีสที่มีผู้คนเดินเล่น ขี่จักรยานหรือเล่นสเก็ตอย่างเสรีบนถนนเลียบแม่น้ำแซน หรือกลุ่มศิลปินที่นั่งวาดภาพบนสะพานปาสเซอแรล เดส์ ซาร์ (Passerelle des Arts) หรือภาพของอาคารบ้านเรือนแบบคลาสสิคที่มองลงมาจากศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมปอมปิดู (Pompidou) ภาพเหล่านี้แม้จะมาต่อรวมกันทั้งหมดก็ยังไม่พอที่จะอธิบายความเป็นปารีสได้ เพราะปารีสมีเอกลักษณ์ของตัวเอง


ปารีส (Paris) [paˈʁi / ˈpæɹɪs] เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส บนใจกลางแคว้นอีล-เดอ-ฟรองซ์ (Île-de-France หรือ Région parisienne (RP) ) ภายในกรุงปารีสมีประชากรประมาณ 2,167,994 คน เขตเมืองปารีส (Unité urbaine) ซึ่งมีพื้นที่ขยายเกินขอบเขตอำนาจการปกครองของเมืองนั้น มีประชากรกว่า 9.93 ล้านคน (พ.ศ. 2547) ในขณะที่ เขตมหานครปารีส(Agglomération parisienne) มีประชากรเกือบ 12 ล้านคนและเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป จากการตั้งถิ่นฐานมากว่า 2 พันปี ปัจจุบันกรุงปารีสเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก และด้วยอิทธิพลของการเมือง การศึกษา บันเทิง สื่อ แฟชั่น วิทยาศาสตร์และศิลปะ ทำให้กรุงปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แคว้นอีล-เดอ-ฟรองซ์เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศส ด้วยจำนวนเงินกว่า 500.8 ล้านล้านยูโร (628.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งมากกว่าหนึ่งส่วนสี่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2548 กรุงปารีสยังเป็นสถานที่ทำการของบริษัทยักษ์ใหญ่ 36 บริษัทจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 500 บริษัทจากการสำรวจของ ฟอร์จูน โกลบัล 500(Fortune Global 500) อีกด้วย โดยเฉพาะย่านธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป ทั้งยังเป็นที่จัดงานนิทรรศการต่างๆ ซึ่งรวมถึงสหประชาชาติ ฯลฯ ปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังแห่งหนึ่งในโลก โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 30 ล้านคนต่อปีกรุงปารีสเป็นหนึ่งใน 4 นครสำคัญของโลก อีกสามนครคือ ลอนดอน, โตเกียว และ นิวยอร์ก

แผนที่พร้อม





ประเทศฝรั่งเศส หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (République Française) เป็นประเทศที่มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่นๆ ในต่างทวีป ประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ทอดตัวตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงช่องแคบอังกฤษและทะเลเหนือ และจากแม่น้ำไรน์จนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ชาวฝรั่งเศสมักเรียกแผ่นดินใหญ่ว่า หกเหลี่ยม (L'Hexagone) เนื่องจากรูปทรงทางกายภาพของประเทศ ประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยยึดอุดมการณ์จากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และของพลเมือง
ประเทศฝรั่งเศสมีพรมแดนติดกับประเทศเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี โมนาโก อันดอร์ราและสเปน และเนื่องจากประเทศฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลไว้ในครอบครอง ทำให้มีอาณาเขตติดกับประเทศบราซิลและซูรินาเม (ติดกับเฟรนช์เกียนา) และหมู่เกาะอินดีสเนเธอร์แลนด์ตะวันตก (ติดกับแซงต์-มาร์แตง) อีกด้วย นอกจากนั้นประเทศฝรั่งเศสยังเชื่อมกับสหราชอาณาจักรทางอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษอีกด้วย
ประเทศฝรั่งเศสเคยเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 จักรวรรดิฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศจักรวรรดินิยมที่มีอาณานิคมในครอบครองมากที่สุดในโลก แผ่อาณาเขตตั้งแต่แอฟริกาตะวันตกจนถึงเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากอิทธิพลทางวัฒนธรรม ภาษาและการเมืองการปกครองของดินแดนนั้นๆ ประเทศฝรั่งเศสถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 82 ล้านคนต่อปี ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอีกด้วย ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหประชาชาติ เป็นสมาชิกประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสโลก จีแปด นาโต้และสหภาพละติน ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 360 หัวรบและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 59 แห่ง





วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

จุดเริ่มต้น